สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี มีพระนามเดิมว่า "สังวาลย์" ทรงพระราชสมภพในวันอาทิตย์ที่ ๒๑ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๔๔๓ ในครอบครัวของพระชนก ชื่อ "ชู" พระชนนีชื่อ "คำ" ซึ่งเป็นครอบครัวสามัญชน อาชีพช่างทอง ตั้งนิวาสสถานอยู่ที่ธนบุรีละแวกวัดอนงคาราม ภายหลังพระญา ติได้จดทะเบียนใช้นามสกุลว่า "ชูกระมล" แต่เมื่อต่างวายชนม์ลงก็ไม่มีผู้ใดใช้สกุลนี้อีกต่อไป


เมื่อทรงพระเยาว์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีได้ทรงศึกษาในโรงเรียนวัดอนงคาราม แผนกเด็กนักเรียนหญิง ต่อมาทรงย้ายไป ศึกษาที่โรงเรียนของหม่อมเจ้าหญิงมัณฑารพกมลาสน์ โรงเรียนใกล้พระบรมมหาราชวัง และโรงเรียนสตรีวิทยาตามลำดับ


สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีทรงกำพร้าพระชนกตั้งแต่มีพระชนมายุไม่มากนัก ต่อมาพระญาติได้นำขึ้นถวายตัวเป็ นข้าหลวงรุ่นเด็กของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ (สมเด็จพระราชปิตุจฉา เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ กรมหลวงเพชรบุรีราชสิรินธร) พระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ และสมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี (สมเด็จพระศรีสวรินทิรา บรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า)

ครั้นเมื่อมีพระชนมายุได้ ๙ พรรษา ก็ทรงกำพร้าพระชนนีอีก จึงทรงอยู่ในพระอุปการะของสมเด็จพระศรีสวรินทิราฯ และสมเด็จเจ้าฟ้าฯ วไลยอลงก รณ์ตลอดมา

เมื่อทรงออกจากโรงเรียนสตรีวิทยาแล้ว ได้ทรงเข้าศึกษาต่อในโรงเรียนแพทย์ผดุงครรภ์และหญิงพยาบาลแห่งศิริราช จนครบหลักสูตร ๓ ปี จากนั้นได้รับพระราชทานทุนเล่าเรียนเพื่อ คัดเลือกไปศึกษาต่อที่สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นทุนเล่าเรียนที่สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดช กรมขุนสงขลานครินทร์ (พระยศในขณะนั้น) ขอพระราชทานไว้สำหรับนักเรียนพยาบาล

สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมขุนสงขลานครินทร์ทรงศึกษาวิชาแพทยศาสตร์ ณ มหาวิทยาลัย ฮาร์วาร์ด รัฐแมสสาชูแสตต์ สหรัฐอเมริกา ในเวลาที่อธิบดีกรมสาธารณสุขได้คัดเลือก นางสาวสังวาลย์ และนักเรียนพยาบาลอีกผู้หนึ่ง ส่งไปศึกษาต่อ อันเป็นเหตุให้ได้เข้าเฝ้าฯ เป็นครั้งแรกในฐานะนักเรียนทุนของพระราชมารดา จนกลายเป็นที่สนิทเสน่หาในเวลาต่อมา

พุทธศักราช ๒๔๖๒ สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมขุนสงขลานครินทร์ได้ทรงหมั้นนางสาวสังวาลย์ที่สหรัฐอเมริกา และเมื่อเสด็จฯกลับประเทศไทยเพื่อถวายพระเ พลิงพระบรมศพสมเด็จพระศรีพัชรินทรา บรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จึงได้กราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระราชทานพระบรมรา ชานุญาตเสกสมรสตามกฎมณเฑียรบาล เมื่อได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวแล้ว นางสาวสังวาลย์จึง ได้เดินทางกลับมา และมีพิธีอภิเษกสมรสที่วังสระปทุม ในวันที่ ๑๐ กันยายน พุทธศักราช ๒๔๖๓ มีศักดิ์เป็นหม่อมสังวาลย์ มหิดล ณ อยุธยา

เมื่ออภิเษกสมรสแล้ว สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ามหิดล กรมขุนสงขลานครินทร์ (สมเด็จพระมหิตลาธิเบศรอดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก) ได้เสด็จฯ พร้ อมหม่อม (สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี) กลับไปทรงศึกษาต่อที่สหรัฐอเมริกาเฉพาะสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี นั้นได้ทรงศึกษาหลักสูตรเตรียมพยาบาลที่วิทยาลัยซิมมอนส์ เมืองบอสตัน รัฐแมสสาชูแสตต์ ต่อมาก็ทรงเข้าศึกษาหลักสูตรการสาธารณสุขเกี่ยวกับโรงเรียนที่สถาบัน เอ็ม.ไอ.ที. ครั้นถึง พุทธศักราช ๒๔๖๕ สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงเพชรบุรีราชสิรินธร ทรงประชวรพระวักกะ (ไต) ทั้งสองพระองค์ต้องเสด็จกลับประเทศ ไทยอีกครั้ง เพื่อตามเสด็จพระเชษฐภคินีออกไปรักษาพระองค์ที่ต่างประเทศ

พุทธศักราช ๒๔๖๖ สมาชิกใหม่แห่งราชสกุลมหิดลได้ประสูติที่ประเทศอังกฤษ และได้รับพระราชทานพระนามว่า "กัลยาณิวัฒนา" และในปลายปี เดียวกันนั้นได้เสด็จกลับประเทศไทย
สมเด็จพระบรมราชชนก ทรงรับราชการในกระทรวงธรรมการ ในตำแหน่งอธิบดีกรมมหาวิทยาลัย และข้าหลวงสำรวจการศึกษาทั่วไป ทรงงานหนักทำให้พระพลานามัยทรุดโทรม แพทย์ถวายความเห็นให้เสด็จฯไปรักษาพระองค์ในต่างประเทศ จึงได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเสด็จฯไปทรงศ ึกษาที่ประเทศเยอรมนีเมื่อกลาง พุทธศักราช ๒๔๖๘ และในปีเดียวกันนั้น สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ได้ประสูติพระโอรสที่เมืองไฮเดลเบิร์ก ปร ะเทศเยอรมนี รับพระราชทานพระนามว่า "อานันทมหิดล"

พุทธศักราช ๒๔๖๙ ได้ทรงย้ายไปประทับที่รัฐแมสสาชูแสตต์ ประเทศสหรัฐอเมริกาอีกครั้งหนึ่งเพื่อทรงศึกษาต่อ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงเข้าศึกษาวิชาคหกรรมศาสตร์ ณ วิทยาลัยซิมมอนส์ ส่วนสมเด็จพระบรมราชชนก ได้ทรงศึกษาต่อในวิชาแพทยศาสตร์ ณ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด จนทรงสำเร็จ การศึกษาได้รับปริญญาเกียรตินิยม ในปีพุทธศักราช ๒๔๗๐ เป็นปีที่พระโอรสองค์สุดท้ายประสูติที่โรงพยาบาลเมาท์ออเบอร์น เมืองเคมบริดจ์ และได ้รับพระราชทานพระนามว่า "ภูมิพลอดุลยเดช"

พุทธศักราช ๒๔๗๑ สมเด็จพระบรมราชชนกและสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เสด็จฯ กลับประเทศไทย พร้อมด้วยพระธิดา พระโอรส ทรงเป็น "นายแพทย์" ที่สมบูรณ์และได้ทรงงานแพทย์ด้านการสาธารณสุขอย่างเต็มพระกำลังจนพระสุขภาพทรุดโทรมอย่างรวดเร็ว และในวันที่ ๒๔ กันยายน พุทธศักราช ๒๔๗๒ สวรรคต ณ พระตำหนัก วังสระปทุม
ขณะนั้น สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี มีพระชนมายุเพียง ๒๙ พรรษา ต้องทรงรับพระภาระเลี้ยงดูพระธิดาและพระโอรส ซึ่งมีพระชนมายุ ๖ พรรษา ๔ พรรษา และ ๒ พรรษา ตามลำดับ

นับแต่วาระนั้นเป็นต้นมา สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ต้องทรงเป็นทั้งพระชนกและพระชนนีของพระโอรสธิดา ๓ พระองค์ ต้องถวายพระอภิบาลและทรงสั่งสอน ทั้งในส่วนการศึกษาเล่าเรียน และความประพฤติการปฏิบัติพระองค์ ดังบทพระราชทานสัมภาษณ์ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในเรื่องที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเล่าให้ฟังถึงการอบรมของสมเด็จพระศรีนคร ินทราบรมราชชนนีว่า

"เท่าที่สังเกตมาตั้งแต่ยังจำความได้เห็นท่านทำงานช่างอยู่หลายอย่างท่านเคยเล่าให้ฟังว่า เมื่อตอนเด็กๆนั้นท่านก็มีความสนพระทัยในงานช่างมากแล้วก็ตอนท่านเล็กๆสมเด็จย่าเลี้ยงท่านอย่างค่อนข้างจะเข้มงวดคือ แม้แต่ของเล่นมากมายสำเร็จรูปอย่างฟุ่มเฟือยเหมือนอย่างเด็กๆสมัยนี้...อย่างเช่นท่านอยากได้วิทยุมาฟังท่านก็ต้องเข้าหุ้นกับทูลกระหม่อมลุงซื้อชิ้นส่วนของวิทยุทีละชิ้นๆเอามาแล้วก็มาประกอบเองเป็นวิทยุซึ่งต้องฟังกันสองคนที่เข้า หุ้นกันแล้วก็การที่บางครั้งเงินที่ได้รับเป็นค่าขนมก็ไม่พอที่จะซื้อของที่ท่านอยากได้ก็ต้องมีการหาเงินพิเศษวิธีหาเงินพิเศษก็ต้องใช้ความสามารถของท่านเองนี่แหละเช่นมีพี่เลี้ยงซึ่งก็ไม่กล้าให้ท่านโดยไม่มีเหตุผลเวลาทำอะไรให้แก แกถึงจะให้ได้ เช่นเวลาจักรแกเสีย จักรเย็บผ้าเสียท่านตอนนั้นก็สัก ๑๐ ขวบ ท่านก็แก้ได้แก้ได้ก็ได้สตางค์เป็นค่าจ้างแก้จักร..."

การถวายพระอภิบาลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

เมื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ ทรงสละราชสมบัติในวันที่ ๒ มีนาคม พุทธศักราช ๒๔๗๗ และรัฐสภาได้มีมติอัญเชิญพระว รวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันท-มหิดล เป็นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๘ นั้น สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใหม่ทรงมี พระชนมายุเพียง ๙ พรรษา นับว่าพระชนมายุยังน้อยนัก แต่ "พระราชชนนีศรีสังวาลย์" ได้ ถวายพระอภิบาล จนทรงจำเริญพระชันษาบรรลุพระราชนิติภาว ะเป็นพระมหากษัตริย์ที่เคารพรักของประชาชน แม้พระอนุชาซึ่งได้สืบราชสันตติวงศ์ต่อมาก็เป็นที่รักใคร่เทิดทูนของพสกนิกรทุก เหล่าชั้น

การสำเร็จราชการแทนพระองค์
สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ประทับอยู่ในต่างประเทศเกือบตลอดรัชกาลที่ ๘ แต่เมื่อถึงรัชสมัยปัจจุบัน ได้มีโอกาสเสด็จกลับมาประทับที่พระตำหนัก วังสระปทุม ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเยี่ยมเยียนราษฎร และได้รับพระราชทานพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯให้เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์หลายครั้งหลายหน เช่น ในคราวที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำ เนินเยือนสหรัฐอเมริกาและยุโรปประมาณ ๗ เดือน เมื่อพุทธศักราช ๒๕๐๓ - ๒๕๐๔ และได้ทรงลงพระนามาภิไธยในกฎหมายและประกาศสำคัญหลายฉบับ เช่น พ.ร.บ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช ๒๕๐๓ ประกาศเรื่องแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติระหว่างระยะเวลา พุทธศักราช ๒๕๐๔ - ๒๕๐๙ และประกาศเรื่องแผนการศึกษาแห ่งชาติ พุทธศักราช ๒๕๐๓ เป็นต้น

การประกอบพระราชกรณียกิจกุศลสงเคราะห์
สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงประกอบพระราชกรณียกิจในทางการศึกษา ศาสนา และการสงเคราะห์ประชาชน กล่าวคือ พระราชทานพระราชานุเคราะห์ แก่ตำรวจตระเวนชายแดน ทหารพิการ ชาวเขา เด็กยากจน และผู้ขัดสนในชุมชนแออัด ทรงตั้งมูลนิธิสงเคราะห์ตำรวจชายแดนและครอบครัว ไ ด้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์และทรง ชักชวนผู้อื่นให้โดยเสด็จพระราชกุศลสร้างโรงเรียนตามชายแดนและท้องถิ่น ทุรกันดารเป็นจำนวนเกือบ ๒๐๐ แห่ง ทั่วประเทศ ทั้งยังทรงพระอุตสาหะเสด็จฯ ไปทรงเปิดโรงเรียนด้วยพระองค์เอง เป็นจำนวนมาก

ในพุทธศักราช ๒๕๑๒ ได้ทรงริเริ่มจัดตั้งหน่วยแพทย์อาสาออกปฏิบัติงานโดยไม่คิดมูลค่า และต่อมาได้ทรงตั้งมูลนิธิแพทย์อาสา ส มเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (พอ.สว.) เพื่ออุดหนุนกิจการของหน่วยแพทย์อาสาอีกด้วย ซึ่งมีกิจกรรมกว้างขวางเป็นที่รู้จักไปทั่วประเทศ อีกทั้งทรงจัดตั้งกองทุนสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เพื่อพระราชทานทุนทรัพย์อุดหนุนกิจการสาธารณประโยชน์ต ่างๆ ดังที่มีหน่วยงานและมีผู้ได้รับพระมหากรุณาธิคุณอยู่เป็นนิจ คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติเห็นชอบกำหนดให้วันที่ ๒๑ ตุลาคม ซึ่งเป็นวันคล้ายวันประสูติของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีเป็น "วันสังคมสงเคราะห์แห่งชาติ" โดยเริ่มตั้งแต่ ปีพุทธ-ศักราช ๒๕๒๘ เป็น ต้นมา

การศึกษา
ทรงพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์และเงินที่มีผู้ทูลเกล้าฯ ถวาย เพื่อสร้างโรงเรียนเล็กๆ ในถิ่นทุรกันดารทั่วประเทศ สนับสนุนโครงการจัดตั้งโรงเรียนชาวเขา และ ประชาชนไกลคมนาคมของตำรวจตระเวนชายแดน พระราชทานทุนการศึกษาแก่เยาวชนตามเกาะต่างๆ พระราชทา นพระราชานุเคราะห์ผ่านมูลนิธิส่งเสริมผลผลิตชาวเขาไทย พัฒนาอบรมเด็ก ชาวเขาในด้านสุขวิทยา การติดต่อกับสังคมอื่น การประกอบ อาชีพ และส่งเสริมการศึกษาตามความสามารถของเด็ก

สมเด็จย่ากับการอ่านและการศึกษา
สมเด็จพระบรมราชชนนีทรงมีพระราชอัธยาศัยใฝ่ศึกษาหาความรู้มาโดยตลอด เรื่องที่สนพระราชหฤทัยมีหลากหลาย เช่น ข่าวสารบ้ านเมืองทั้งภายในและต่างประเทศ กีฬา ธรรมชาติวิทยา และปรากฏการณ์ที่สำคัญต่างๆ ไม่ว่าทรงพำนักที่ใด จะทรงมีพจนานุกรม และสารานุกรมฉบับต่างๆ ไว้เพื่อค้นคว้าได้ทุกเมื่อ โปรดทอดพระเนตรข่าว เมื่อมีเหตุการณ์ปัจจุบันที่สำคัญบางครั้งทรงจดบันทึกไว้ค้นคว้าต่อไป...

แม้ขณะประทับในสวิตเซอร์แลนด์ก็มิได้ว่างเฉย โปรดการทรงอักษร เสด็จฯ ทรงเข้าศึกษาหลักสูตรต่างๆในมหาวิทยาลัย โปรดการปั้นพระพุทธรูป การปักภาพ การทำบัตรดอกไม้แห้งและงานศิลปะอื่นๆ เพื่อพระราชทานข้าราชบริพารและบุคคลต่างๆด้วยเคยมีพระกระแสรับสั่งว่า "เวลาเป็นของมีค่า"
ความสนพระทัยในด้านการศึกษาและค้นคว้าปรากฎดังบทพระราชทานสัมภาษณ์ของพระบรมวงศานุวงศ์ เช่น

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงกล่าวถึงสมเด็จพระราชชนนีว่าทรงมีจิตใจที่ทรงเป็นสากล (International mind) ทรงรอบรู้ภาษาต่างประเทศหลายภาษาทั้งอังกฤษ ฝรั่งเศส บาลี สันสกฤตไม่มีใครเปรียบเทียบได้...

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช

ท่านเป็นคนที่ให้ความคิดทางวิชาการหลายอย่างครั้งหนึ่งกำลังเรียนเรื่องเมฆต่างๆเข้าใจว่าคงอยู่ชั้นสัก ม.ศ. ๑ท่านเสด็จมาเสวยกลางวันคุยกันเรื่องชื่อเมฆต่างๆท่านยังรับสั่งว่าถ้าสงสัยเรื่องอะไรต้องค้นใน encyclopedia พอดีในห้องรับประทานข้าวนี้มี Encyclopedia Britanica ๑ ชุดก็ยังไปค้นเรื่องชื่อเมฆต่างๆทำให้รู้สึกว่าท่านจะสอนให้ว่าคนเรานี้ต้องสนใจใฝ่รู้ค้นคว้าตลอดเวลา

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

สมเด็จย่าบรรทมดึกและตื่นช่วงบ่ายตื่นแล้วหลานก็เข้าไปในห้องท่านได้ท่านทรงหนังสืออยู่… บางครั้งท่านก็จะพยายามสอนภาษาฝรั่งเศสซึ่งไม่สำเร็จเพราะว่าจนป่านนี้ก็ยังฟังรู้เรื่องแต่ว่าพูดไม่ได้เรื่องและท่านก็จะชี้ชวนให้ดูหนังสือต่างๆสอนให้รักการอ่านหนังสือเป็นส่วนใหญ่…

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์

 

 

การสาธารณสุข
ทรงจัดตั้งหน่วยแพทย์เคลื่อนที่เพื่อออกรักษาพยาบาลและป้องกันโรคแก่ประชาชนใน เขตชายแดนและเขตทุรกันดารอื่นๆ หน่วยแพทย์นี้เรียกว่า แพทย์อาสา สมเด็จพระศรีนครินทรา-บรมราชชนนี (พอ.สว.) ผู้ปฏิบัติงานล้วนเป็นอาสาสมัคร กิจการ พอ.สว. ยังมีบทบาทสำคัญใน ด้านทันตสาธารณสุข และช่วยนำคนไข้ที่ป่วยเฉพาะโรคในที่ห่างไกลมารับการรักษาพยาบาลต่อไป

การฟื้นฟูปลูกป่าและพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดอยตุง
ใน พุทธศักราช ๒๕๓๑ ได้ทรงริเริ่มโครงการพัฒนาดอยตุงขึ้นในพื้นที่อำเภอแม่จันและแม่สาย จ.เชียงราย มีเนื้อที่ประมาณ ๙๐,๐๐๐ กว่าไ ร่ เพื่อฟื้นฟูป่า ต้นน้ำ ลำธาร ในบริเวณที่เสื่อมโทรม และพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ให้คนกับป่าอยู่ด้วยกันได้อย่างกลมกลืน นอกจากนั้น โครงการฯ ยังได้ส่งเสริมฝึกอาชีพอื่นๆ ให้แก่ราษฎร ทำให้มีรายได้และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี มีรับสั่งว่า เมื่อพระชนมายุได้ ๙๐ พรรษา จะเสด็จกลับมาประทับปฏิบัติพระราชกรณียกิจในประเทศไทยเป็น การถาวร รัฐบาลและประชาชนจึงได้ปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติฯ ที่บริเวณดอยตุง อำเภอแม่จัน กิ่งอำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย

และได้จัดพื้นที่ทรงงานถวาย นอกจากนั้นยังได้ถวายพื้นที่สำหรับทรงสร้างพระตำหนักเป็นที่ประทับ มีทัศนียภาพที่เห็นป่าค่อย ๆเจริญเติบโต มีอากาศเหมาะกับพระสุขภาพ ด้วยต้องกับพระราชปณิธานว่า "อยากจะปลูกป่า" ซึ่ง "การปลูกป่า" นี้ได้กลายเป็นโครงการพั ฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) เป็นประโยชน์ต่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ การอนุรักษ์ต้นน้ำ และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชนกลุ่มน้อยที่อาศัยอยู่ในบริเวณพื้นที่โครงการฯ


สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงเริ่มมีพระอาการประชวรตั้งแต่ทรงหกล้มในห้องพระบรรทม เมื่อกลางปีพุทธศักราช ๒๕๓๔ จากนั้น ต้องเข้ารับถวายการรักษาที่โรงพยาบาลศิริราชอีก ๒ ครั้ง ในเดือนพฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๓๖ และเดือนธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๓๗ ก่อนจะเข้ารักษาพระอาการประชวรครั้งสุดท้าย เมื่อวันที่ ๒ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๓๘ และสวรรคตเมื่อวันที่ ๑๘ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๓๘ รวมพระชนมายุได้ ๙๔ พรรษา


ตลอดพระชนม์ชีพ สมเด็จพระบรมราชชนนีทรงยึดมั่นในการบำเพ็ญประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนชาวไทย ทรงประกอบพระราชกรณียก ิจอื่นๆเป็นอเนกอนันต์ ได้พระราชทานพระราชานุเคราะห์แก่มูลนิธิและองค์การกุศลต่างๆ ตามกำลังพระราชทานทรัพย์มาตลอด นับตั้งแต่ พุทธศักราช ๒๕๐๗ เป็นต้นมา


สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีทรงพระราชสมภพในครอบครัวชาวบ้าน ทรงเจริญพระชนม์ยืนนานถึง ๕ แผ่นดิน (รัชกาลที่ ๕ - รัชกาลที ่ ๙) ในท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง มากมายที่เกิดขึ้นในสังคมไทย พระชนม์ชีพของพระองค์ได้เปลี่ยนแปลงไปตามโอกาสและ สถานการณ์แวดล้อมจนขึ้นสู่สถานะทางสังคมที่สูงยิ่ง เป็นถึงสมเด็จพระบรมราชชนนี และทรงใช้สถานภาพอันสูงยิ่งนี้ทรงงานเพื่อส่วนรวมมาโดยตลอด ทรงได้รับการเฉลิมพระเกียรติเป็น พระมารดาแห่งการแพทย์ชนบท และพระมารดาแห่งการสังคมสงเคราะห์

ด้วยเหตุนี้ในโอกาสครบรอบ ๑๐๐ ปี วันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี พุทธศักราช ๒๕๔๓ องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธ รรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) จึงมีมติในการประชุมสมัยสามัญ ครั้งที่ ๓๐ เมื่อวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๔๒ ประกาศให้มีการเฉลิมฉลองในฐานะที ่ทรงเป็น "บุคคลของโลกที่มีผลงาน ดีเด่นเพื่อส่วนรวมในด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ประยุกต์ การพัฒนามนุษย์ สังคม และ สิ่งแวดล้อม"